เกี่ยวกับฉัน

ภาพถ่ายของฉัน
Welcome to my blog !! ..Welcom to my second home !!! สวัสดีค่ะ..ขอต้อนรับเข้าสู่Blog.ของ"ลูกปลา"..เหมือนฝัน บัณฑิตสกุล นะคะ!..บางคนอาจจะรู้จักลูกปลากันมาบ้างแล้ว แต่ก็น่าจะมีอีกหลายคนที่ยังไม่(ทันเกิด)รู้จัก!..แต่ไม่เป็นไร..เพราะที่นี่จะเปรียบเสมือน"บ้านหลังที่สอง"ของลูกปลา ที่พร้อมจะเปิดประตูต้อนรับเพื่อนๆทุกคนได้เข้ามาเยี่ยมเยียนและทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้น อย่าลืมแวะเข้ามาทักทายกันบ้างนะคะ..เราอาจจะได้เป็น"กัลยาณมิตร"ที่ดีของซึ่งกันและกันต่อไปก็ได้ค่ะ!! .."เหมือนฝ้น บัณฑิตสกุล"..

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 24, 2554

เคล็ดลับการเลือกใช้สีกระเป๋าสตางค์ให้ถูกโฉลกตามวันเกิด


กระเป๋าหนังแท้จาก MONA'B Shop Lover
     ..สาวๆหลายคนเคยรู้สึกบ้างมั๊ยคะว่า ทำไมกระเป๋าสตางค์ของเราถึงเก็บเงินไม่ค่อยจะอยู่เอาซะเลย ทั้งๆที่พยายามแล้วอย่างเต็มที่ แต่ก็มีเหตุที่จะต้องให้ควัก จะต้องให้จ่ายอยู่เรื่อยไป วันนี้ลูกปลาได้เคล็ดลับดีๆในการเลือกกระเป่าสตางค์มาฝากกันค่ะ ลองดูนะคะ เผื่อจะพอช่วยได้บ้าง

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์
   สีที่ไม่ควรใช้ : สีฟ้า สีดำ หรือหนังสัตว์ที่เป็นสัตว์น้ำทะเล
   สีที่ควรใช้ : สีโทนสว่าง หรือสีน้ำตาล หรือสีเขียว



กระเป๋าหนังแท้จาก MONA'B Shop Lover


ผู้ที่เกิดวันจันทร์
   สีที่ไม่ควรใช้ : สีแดงหรือกระเป๋าที่ทำมาจากหนังสัตว์สี่เท้า
   สีที่ควรใช้ : สีน้ำตาล สีม่วง



ผู้ที่เกิดวันอังคาร
     สีที่ไม่ควรใช้ : สีน้ำตาลหรือสีครีม หรือกระเป๋าที่ทำมาจากหนังสัตว์
     สีที่ควรใช้ : สีชมพู สีแสด สีส้ม



กระเป๋าหนังแท้จาก MONA'B Shop Lover

ผู้ที่เกิดวันพุธ   
    สีที่ไม่ควรใช้ : สีดำหรือชมพู หรือกระเป๋าที่ทำมาจากหนังสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ปีก
    สีที่ควรใช้ : สีเขียว สีครีม และน้ำตาล



ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี
    สีที่ไม่ควรใช้ : สีดำ
    สีที่ควรใช้ : สีแดง หรือส้ม


ผู้ที่เกิดวันศุกร์
    สีที่ไม่ควรใช้ : สีดำหรือสีทึมๆ หรือของที่ดูแปลกเกินไปจะทำให้เก็บเงินไม่อยู่
    สีที่ควรใช้ : สีฟ้า หรือชมพู


กระเป๋าหนังแท้จาก MONA'B Shop Lover

กระเป๋าหนังแท้จาก MONA'B Shop Lover












ผู้ที่เกิดวันเสาร์
    สีที่ไม่ควรใช้ : สีเขียวหรือสีน้ำตาล และจะต้องไม่แลดูเก่าเกินไป จะทำให้ไม่มีโชคลาภ
    สีที่ควรใช้ : สีฟ้าหรือสีม่วง
            

ชมกระเป๋าดีไซน์สวยๆของMONA'B

       
         ลองดูนะคะ เผื่อจะพอช่วยได้บ้าง  แต่ก็อย่าเพิ่งยึดถือเป็นจริงเป็นจังจนเกินไปนัก เพราะอันที่จริงแล้ว ลูกปลาคิดว่านิสัยของการใช้เงินส่วนตัว ก็มีผลต่อการออมเงินในกระเป๋าไม่น้อยเลย เอาเป็นว่า จะ
ใช้เงินกันอย่างไรก็อย่าลืมเก็บเอาไว้เผื่อยามฉุกเฉิน หรือยามเจ็บไข้ได้ป่วยเอาไว้บ้างก็แล้วกันนะคะ..

วันจันทร์, ตุลาคม 17, 2554

วิธีป้องกันไฟดูดเด็กช่วงน้ำท่วม

ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน แต่ถ้าเราใช้ไฟฟ้าอย่างไม่ระมัดระวังอาจทำให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์น้ำท่วมแบบนี้หลายพื้นที่อยู่ในสภาพน้ำท่วมขัง เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกไฟดูดมากยิ่งขึ้น
พญ. พิมพ์ภัค ประชาศิลป์ชัย ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
"จากการวิจัยพบว่าช่วงอายุที่เสี่ยงต่อการโดนไฟดูดคือกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบเพราะเด็กในวัยดังกล่าว มักจะซุกซน อยากรู้อยากเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และยังไม่รู้ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น เช่น ใช้นิ้วมือ หรือวัตถุใกล้มือแหย่เข้าไปในปลั๊กไฟ การกัดเคี้ยวสายไฟ และการดึงปลั๊กไฟที่กำลังเสียบอยู่ และอีกช่วงอายุคือกลุ่มเด็กโต อายุ 10-14 ปี สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เด็กวัยนี้ถูกไฟดูดก็คือ การพยายามสอยว่าวหรือลูกโป่งที่ไปติดอยู่บนสายไฟแรงสูง และความประมาทเลินเล่อในการใช้ไฟฟ้า"



 ดังนั้นการป้องกันก่อนที่จะเกิดเหตุจึงสำคัญมากที่สุด และที่สำคัญรองลงมาคือการช่วยเหลือและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุไฟดูดขึ้น      
       สำหรับวิธีป้องกันอุบัติภัยจากไฟฟ้าในเด็ก มีดังนี้
  
       1. คุณพ่อคุณแม่ควรจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดภัย โดยติดตั้งปลั๊กไฟให้สูงจากระดับพื้นประมาณ 1.5 เมตร หากติดตั้งปลั๊กไฟในระดับต่ำที่เด็กเอื้อมมือถึง ควรใช้ที่ครอบปลั๊กไฟ ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านค้า หรือแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อป้องกันเด็กเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟ
  
       2. ไม่วางสายไฟหรือรางปลั๊กไฟกีดขวางทางเดินหรือผนังในจุดที่เด็กสามารถหยิบจับได้ เพราะเด็กอาจนำสายไฟหรือรางปลั๊กไฟมาเล่นจนถูกไฟฟ้าดูดได้
  
       3. ติดตั้งสายดินหรือเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติเพื่อป้องกันการถูกไฟดูด นอกจากนี้ยังควรต้องศึกษาคู่มือการใช้ให้ดี จะช่วยให้ปลอดภัยทั้งจากไฟดูดและอัคคีภัย
  
       4. จัดวางเครื่องใช้ไฟฟ้าให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม หลังจากใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเสร็จแล้ว ให้ถอดปลั๊กเครื่องไฟฟ้าและจัดเก็บให้พ้นมือเด็ก สำรวจอยู่เสมอว่ามีสายไฟจากเครื่องใช้ไฟฟ้าห้อยลงมาจากโต๊ะ พร้อมที่จะให้เด็กเล็กดึงสายไฟเล่นจนเกิดไฟช็อต หรือดึงสายไฟจนเครื่องใช้ไฟฟ้าตกลงมาใส่ตัว
  
       5. ตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกบ้านที่ตั้งอยู่ในบริเวณเปียกชื้น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีน้ำเกี่ยวข้องกับระบบการทำงาน เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น กระติกน้ำร้อน หม้อหุงข้าว เป็นต้น นอกจากนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ ควรเช็ดให้แห้งก่อนใช้งาน
  
       6. ควรดูแลเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังบริเวณที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า
  
       7. สอนให้เด็กเรียนรู้ถึงอันตรายของไฟฟ้าและการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกวิธี เช่น
       · อย่าแตะ สวิทช์ไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กำลังเสียบปลั๊กอยู่ โดยเฉพาะในขณะที่ร่างกายเปียกชื้นหรือกำลังยืนอยู่บนพื้นเปียก
       · หากพบเห็นเสาไฟฟ้าล้ม สายไฟฟ้าแรงสูงขาดหรือหย่อนลงใกล้พื้น ไม่ควรเข้าใกล้เพราะอาจเกิดอันตรายได้ และควรรีบแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบเพื่อแจ้งแก่การไฟฟ้าทราบและแก้ไขต่อไป
       · อย่าเสียดายว่าวหรือลูกโป่งที่ติดตามสายไฟ เพราะสายไฟฟ้าแรงสูงนั้นแค่เพียงเข้าใกล้จนเกินไป ก็อาจถูกไฟช็อตอย่างรุนแรงได้
  
       “ในสถานการณ์น้ำท่วม มีข้อแนะนำเพิ่มเติมคือควรยกคัทเอาท์ลงทันที เมื่อน้ำท่วมเข้าบ้าน เนื่องจากการยกคัทเอาท์ลง ไฟจะตัดทันที ถ้าบ้านไหนมีการแยกคัทเอาท์ไว้เป็นชั้นก็จะทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น และอย่าแตะสวิทช์ไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กำลังเสียบปลั๊กอยู่ในขณะที่ร่างกายเปียกชื้นหรือกำลังยืนอยู่บนพื้นเปียก”



     สำหรับวิธีช่วยเหลือและปฐมพยาบาลเด็กถูกไฟฟ้าดูด
  
       กระแสไฟเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไหลผ่านจากทางเข้าลงสู่พื้นดิน หากรุนแรงจะเกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุก ชาทั่วร่างกาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หมดสติ และหยุดหายใจ นอกจากนี้ กระแสไฟและความร้อนจากไฟฟ้าจะทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ทั้งผิวหนัง กล้ามเนื้อ อวัยวะภายใน และเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจหยุดเต้นอย่างเฉียบพลัน
  
       การช่วยเหลือ และปฐมพยาบาลเด็กถูกไฟฟ้าดูด ให้ถอดปลั๊ก และยกคัทเอาท์ลงเพื่อตัดแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้า จากนั้นใช้วัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า หรือฉนวนกันไฟฟ้า เช่น ผ้าแห้ง ไม้แห้ง เชือก สายยางพลาสติก หรือหนังสือพิมพ์ที่ม้วนเป็นแท่ง เขี่ยสายไฟให้หลุดจากตัวเด็ก หรือคล้องตัวเด็กที่ถูกไฟฟ้าดูดออกมา
  
       สำหรับผู้ใหญ่ที่เข้าไปช่วยเหลือร่างกายต้องไม่เปียกชื้น และห้ามสัมผัสถูกตัวเด็กที่ถูกไฟฟ้าดูดโดยตรง เพื่อป้องกันการถูกไฟฟ้าดูด หากจะให้ดีผู้ที่ช่วยควรจะยืนอยู่บนฉนวนเช่นกัน เช่น หนังสือพิมพ์ ผ้าห่ม กล่องไม้หรือสวมรองเท้ายาง
      
       “หากเด็กที่ถูกไฟฟ้าดูดไม่รู้สึกตัว และหัวใจหยุดเต้น ให้นวดหัวใจ โดยนวดอย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที พร้อมทั้งผายปอด โดยถ้ามีผู้ช่วยเหลือ 1 คน ให้ทำการนวดหัวใจ 30 ครั้งและผายปอด 2 ครั้ง แต่ถ้ามีผู้ช่วยเหลือ 2 คน ให้ทำการนวดหัวใจ 15 ครั้งและผายปอด 2 ครั้ง จากนั้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาล หรือตามหน่วยกู้ ถ้าไฟดูดไม่มาก เด็กยังมีสติ พูดโต้ตอบได้ ก็ควรตรวจตามร่างกายว่ามีบาดแผลใดๆหรือไม่ และนำส่งโรงพยาบาลต่อไป”



พญ. พิมพ์ภัค สรุปทิ้งท้ายไว้ว่า หากคุณพ่อคุณแม่ดูแลเอาใจใส่บุตรหลานอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย จะช่วยลดความเสี่ยงอุบัติภัยจากไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กได้
       กันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ



ขอขอบคุณ บทความ ที่มา และแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000131715

วันจันทร์, กรกฎาคม 11, 2554

ให้วัยซน..สนธรรมะ !!

Special thanks to buddhistcelebrities.blogspot.com for cute little monks portrait

ธรรมะ กับวัยซน


           ธรรมะเปรียบเสมือนสะพานให้ทุกคนข้ามไปสู่ความดีงาม ..สาธุ๊ แค่ขึ้นต้นมาถ้าคุณแม่ไม่ยกยกมือสาธุ ก็คงจะเริ่มต้นหาวกันแล้วใช่ไหมล่ะ แต่ขอเถอะ สลัดความง่วงมาถ่างตาอ่านกันหน่อย เพราะต่อจากบรรทัดนี้ไป คุณแม่จะได้ไขข้อข้องใจเรื่องที่อยากรู้มานานอย่างการสอนธรรมะให้ลูก แล้วลูกได้เรียนรู้จริงๆ

         เริ่มสอนธรรมะลูกตอนไหนดีล่ะ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เจ้าของนามปากกา ว.วชิรเมธี ท่านบอกว่าการสอนธรรมะให้ลูกนั้นพ่อแม่ต้องเริ่มตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์ ระหว่างที่ตั้งครรภ์พ่อแม่ก็ควรดำเนินชีวิตให้อยู่ในศีลธรรม ก็จะเป็นการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามที่จะเติบโตขึ้นในวันพรุ่ง แต่ถ้าเรามาปลูกฝังเขาวันที่เราคลอดออกมาแล้วอาจจะช้าเกินไป

         หลายคนเปรียบเด็กแรกเกิดเสมือนผ้าขาว เพราะศักยภาพของลูกแรกเกิดนั้น เหมือนผ้าขาวที่พร้อมรองรับน้ำย้อมผ้า (คำสอน) ทุกรูปแบบ ถ้าคนเป็นพ่อแม่เอาสิ่งที่ดีไปย้อมให้ ลูกก็จะซึมซับสิ่งดี แต่ถ้าพ่อแม่เป็นนักย้อมผ้าที่ไม่ฉลาดก็จะเอาน้ำยาย้อมที่ไม่ดี ไปเปรอะเปื้อนผ้าขาวผืนนั้น ก็ย่อมทำให้ผ้าขาวสีหมองไป

         และธรรมะคือสิ่งที่ดีพ่อแม่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะเอาธรรมะไปย้อมลงในตัวลูกให้ได้



Special thanks to buddhistcelebrities.blogspot.com for cute little monks portrait




                                 หลากวิธีสอนลูกเรื่องธรรมะ


         แค่เอ่ยคำว่าธรรมะอย่าว่าแต่เด็กเลยค่ะ แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนก็ยังเมิน ไม่อย่างนั้นพระท่านคงไม่มีมุขตลกพาไปเที่ยวต่างประเทศโดยไม่เปลืองค่า เครื่องบิน อย่างมุขอิสราเอน (ล) เลบานอน (ล) หรืออาหลับ (อาหรับ) กันหรอกค่ะ ยิ่งถ้าจะให้จับลิง เอ้ย! จับลูกวัยซนมานั่งเรียนธรรมะกันแล้วล่ะก็ไม่มีทาง... แต่อย่าเพิ่งท้อใจไปค่ะ เพราะจากการได้สนทนาธรรม (ขออนุญาตใช้คำที่ฟังดูดี๊ดีค่ะ) กับท่าน ว.วชิรเมธี พระอาจารย์ท่านบอกว่า สอนลูกเรื่องธรรมะเป็นเรื่องไม่ยาก แต่ต้องมีเทคนิคแค่นั้นเอง 


Trick 1 :ปรุงแต่งสิ่งแวดล้อม ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่าจิตใจของเด็กมีแนวโน้มว่าจะสูงหรือจะต่ำขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยที่เป็นเช่นนั้นเพราะการเรียนรู้ของเด็กตั้งแต่แรกเกิด-6 ปี เกิดขึ้นจากการได้รับแรงบันดาลใจ มากกว่าการใช้เหตุผล ลูกๆ ของคุณแม่จึงเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ที่ได้ดู ได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน ได้ลิ้มรส และได้สัมผัส ทุกสิ่งล้วนกลายเป็นประสบการณ์ชีวิตของลูกทั้งสิ้น

Trick 2 : พ่อแม่คือโทรทัศน์วงจรปิด โทรทัศน์วงจรปิดจะมีอยู่ช่องเดียวค่ะ ผู้ชมไม่สามารถกดรีโมตไปเลือกชมรายการอื่นได้ เพราะฉะนั้น ชีวิตของพ่อแม่คือรายการโทรทัศน์ที่ออนแอร์ในช่องโทรทัศน์วงจรปิด และเปิดให้ลูกดูตลอด 24 ชั่วโมง ในใจของลูกพ่อแม่จึงเป็นตัวแสดงตลอดเวลา เราอยากให้ใจของลูกสัมผัสคุณธรรม โทรทัศน์ช่องนี้ก็จะต้องฉายหนังเกี่ยวกับคุณธรรมให้ลูกดู เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของลูกคือการทำตามแบบอย่างของพ่อแม่

Trick 3 : มีศิลปะการสอน เชื่อสิคะว่า ถ้าคุณแม่ไปเรียก (ล่อ) เจ้าตัวเล็กมา ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม พอเขามาแล้วบอกตรงๆ ไปว่าแม่จะสอนธรรมะให้ลูกไม่ใช่แค่ลูกทำหน้างง แต่ยังลุกขึ้นวิ่งหนีไปทำกิจกรรมอื่น การที่จะสอนธรรมะให้ลูกไม่ควรสอนกันตรงๆ แต่ควรทำให้ลูกเห็นว่าธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัว ธรรมะเป็นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และควรจะสอนอ้อมๆ เช่น การสอนผ่านการ์ตูนหรือนิทาน เพราะเด็กมักฟังนิทานอยู่เสมอ และจะได้รับการปลูกฝังทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิตผ่านนิทาน โดยที่ลูกไม่รู้สึกตัวว่าพ่อแม่สอนธรรมะอยู่ การสอนแบบอ้อมๆ นี้จะแทรกซึมเข้าไปทุกวัน ทำให้ลูกไม่รู้สึกต่อต้านกับการสอนธรรมะ

         ทริกง่าย 3 ข้อข้างต้นนี้คงไม่ยากเกินใช่ไหมคะ รู้เทคนิคกันแล้ว ต่อไปก็ต้องเรียนรู้พร้อมๆ กันว่า จะสอนธรรมะเรื่องอะไรให้ลูกค่ะ



Special thanks to buddhistcelebrities.blogspot.com for cute little monks portrait



                         เบญจศีล-เบญจธรรม ... ธรรมะของวัยซน
       อย่าคิดว่าเราเปิดพระไตรปิฎก หรือหนังสือธรรมะ ก็บอกแล้วไงคะว่า ธรรมะอยู่ในชีวิตประจำวัน วันหนึ่งๆ ลูกเราทำอะไรบ้างคะจะมีอะไร ..นอกจากกิน เดิน นอน นั่ง พูดคุยกับผู้คน”  ใช่เลย..นั่นแหละค่ะ คือ ธรรมะที่คุณแม่ต้องสอนลูกล่ะ



Special thanks to buddhistcelebrities.blogspot.com for cute little monks portrait


ศีลข้อ 1 ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต-ธรรมะข้อ 1 เป็นคนมีเมตตา
เมื่อวานมดกัดลูกบี้ให้ตายคามือ วันนี้แกล้งเจ้าตูบให้วิ่งหางจุกตูดเลยดีกว่า สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นค่ะ และลูกวัยนี้เริ่มไปโรงเรียน เริ่มมีเพื่อนแล้ว หากลูกไม่เข้าใจ เผลอไปรังแกเพื่อนที่ทำให้ไม่พอใจ เหมือนที่เคยทำกับมดแมลงหรือเจ้าตูบที่บ้าน คงไม่ดีแน่ค่ะ ทางที่ดีคุณแม่ควรควรปลูกฝังให้ลูกเป็นเด็กที่มีความเมตตาและรู้จักให้อภัย ผู้อื่น ด้วยการให้ลูกเห็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความเมตตา เช่น ดูแลสัตว์ที่ป่วย ช่วยเหลือคนอื่นที่เดือดร้อน ฯลฯ แล้วลูกก็จะเติบโตขึ้นมาด้วยการมีเมตตา

ศีลข้อ 2 ห้ามลักทรัพย์-ธรรมะข้อ 2 รู้จักแบ่งปัน
คุณแม่ควรบอกลูกว่า การไปขโมยหรือหยิบฉวยเอาของคนอื่นมาโดยไม่ได้บอกคนที่เป็นเจ้าของคือสิ่งไม่ ดี เรื่องนี้ต้องสอนกันตั้งแต่เด็กนะคะ เพราะถ้าไม่สอนตั้งแต่เด็ก โตมาลูกจะเคยชินและกลายเป็นนิสัย ขณะเดียวกัน นอกจากสอนให้ไม่เอาของคนอื่นแล้ว ยังต้องสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน เช่น แบ่งของเล่นให้เพื่อน มีขนมก็แบ่งเพื่อนกิน ซึ่งโตขึ้นลูกจะเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่คดโกงเอาของคนอื่นมาเป็นของตัว

ศีลข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม-ธรรมะข้อ 3 เรียนรู้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
สำหรับลูกเล็กแล้ว จะให้สอนว่ารักครอบครัว ลูกคงไม่เข้าใจ แต่คุณแม่ควรสอนให้ลูกเรียนรู้การใช้งานของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้ถูกต้อง ตาคือต้องรู้ว่าอะไรควรดูอะไรไม่ควรดู หูรู้ว่าอะไรควรฟังอะไรไม่ควรฟัง จมูกคืออะไรที่ควรดมไม่ควรดม ลิ้นคืออาหาร ลูกควรรู้ว่าอาหารชนิดไหนควรกิน อาหารไหนที่ต้องเลี่ยงหรือกินอย่างระวัง กายต้องรู้จักแสดงออกความรักผ่านการสัมผัสอย่างทนุถนอม และใจพ่อแม่ต้องเรียนรู้สร้างสิ่งแวดล้อมทางใจให้ลูกดีๆ เด็กที่เติบโตมาด้วยความรักที่เต็มเปี่ยม และรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เมื่อเติบโตเขาก็ย่อมเป็นคนที่รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำเช่นกัน

ศีลข้อ 4 ไม่พูดโกหก-ธรรมะข้อ 4 พูดความจริงเสมอ
ลูกวัย 3-6 ปี เป็นวัยที่มีจินตนาการสูง เพราะฉะนั้นบางเรื่องที่ได้ยินลูกพูด อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่อย่าเพิ่งไปโวยวายหาว่าลูกโกหกนะคะ คุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักแยกแยะระหว่างจินตนาการกับโลกของความจริงค่ะ และในโลกของความจริง คุณแม่ควรสอนให้ลูกพูดความจริงอยู่เสมอ ควรสอนให้เป็นคนที่พูดเพราะ และรู้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด แล้วลูกจะเป็นที่รักของคนรอบข้างค่ะ


ศีลข้อ 5 ไม่ดื่มสุรายาเสพติด-ธรรมะข้อ 5 เจริญสติ ฝึกสมาธิ
โดยพื้นฐานของเด็กๆ เขามีสมาธิอยู่แล้วนะคะ และในลูกเล็กวัยซน จะให้มานั่งสมาธิเจริญสติอย่างที่ผู้ใหญ่ทำกัน ลูกคงทำไม่ได้ แต่คุณแม่สามารถทำให้การนั่งสมาธิเป็นเกมที่สนุกของลูกได้ เช่น แข่งกันว่าใครนั่งได้นานที่สุด หรือจะชวนลูกนอนสมาธิเวลาที่เขานอนไม่หลับก็ได้ ระหว่างที่นอนสมาธิก็ชวนลูกดูท้องที่พองขึ้น-ยุบลง ผลของการมีสมาธิจะทำให้ลูกทำอะไรอย่างมีสติ รู้คิดวิเคราะห์ ไตร่ตรองก่อนลงมือทำ และรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร เวลาขณะนั้นค่ะ



Special thanks to buddhistcelebrities.blogspot.com for cute little monks portrait



         เบญจศีลเบญจธรรมจะเป็นเสมือนกำแพงแก้วที่คุ้มครองป้องกันลูกของเราค่ะ เห็นไหมคะ การเรียนรู้เรื่องธรรมะใช่ว่าจะเกิดขึ้นแต่ในวัดเท่านั้น แต่สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะธรรมะก็คือธรรมชาติที่อยู่ในวิถีชีวิตของเราค่ะ

ที่มา : นิตยสาร modern mom ปีที่ 14 ฉบับที่ 160 กุมภาพันธ์ 2552
 
ขอขอบคุณ :  ข้อมูลจากนิตยสาร modern mom &วิชาการดอทคอม